ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง
        ความดันโลหิต หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดงซึ่งเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ ซึ่งสามารถวัดได้โดยการใช้เครื่องวัดความดัน (Sphygmomanometer) วัดที่แขน และมีค่าที่วัดได้ 2 ค่า คือ 1. ความดันช่วงบน หรือ ความดันซิสโตลี (Systolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดในขณะที่หัวใจบีบตัว ซึ่งอาจจะสูงตามอายุ และความดันช่วงบนของคนคนเดียวกันอาจมีค่าแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ตามท่าของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และปริมาณของการออกกำลังาย 2. ความดันช่วงล่าง หรือ ความดันไดแอสโตลี (Diastolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดในขณะที่หัวใจคลายตัว

         มีผู้คนจำนวนมากทั่วโลกที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น มีคนจำนวนมากที่เสียชีวิตจากการเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นเหตุของโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง และภาวะหัวใจล้มเหลว ยังพบอีกว่าประชากรจำนวน 1 ใน 5 ของหลาย ๆ ประเทศ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงมีการกำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลกเพื่อให้คนตระหนักถึงอันตรายจากโรคความดันโลหิตสูง
ประเภทและสาเหตุโรคความดันโลหิตสูง

     โรคความดันโลหิตสูงมี 2 ประเภทคือ

        1. ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary hypertension) หรือ ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential hypertension) คือ เป็นประเภทที่ยังไม่ทราบสาเหตุผลที่แน่ชัด เกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน แต่แพทย์เชื่อว่าที่สำคัญ คือ อิทธิพลของเอนไซม์ เรนิน (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน (Angiotensin) ซึ่งทั้งสองสารนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไตและต่อมใต้สมองในการควบคุมน้ำ เกลือแร่โซเดียม และการบีบตีวของหลอดเลือดในร่างกายเพื่อการควบคุมความดันโลหิต รวมไปถึงเกิดจากการทานอาหารเค็มมาก เกิดจากพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายเอนไซม์หลั่งเรนิน และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซินมากเกินไป ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ตลอดจนเนื่องจากโรคอ้วน อายุมาก เชื้อชาติ และขาดการออกกำลังกาย ซึ่งผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 ถูกพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงชนิดนี้

        2. ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary hypertension) หรือ ความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ เป็นความดันโลหิตสูงที่มีผลมาจากหลายสภาวะ เช่น โรคไตเรื้อรัง  กรวยไตอักเสบเรื้อรัง เนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงเป็นผลจากการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ไซโคลสปอริน อีริโทรโพอิติน รวมไปถึงการใช้สารเสพติดอย่างแอมเฟตามีน/โคเคน พบผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตชนิดนี้เพียงร้อยละ 5 – 10 ของผู้ป่วยเท่านั้น


ความดันโลหิตเท่าไรจึงเรียกว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
https://line.me/R/ti/p/%40xcj4391r

        1. ความดันช่วงบน หรือ ความดันซิสโตลี (Systolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดในขณะที่หัวใจบีบตัว ซึ่งอาจจะสูงตามอายุ และความดันช่วงบนของคนคนเดียวกันอาจมีค่าแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ตามท่าของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และปริมาณของการออกกำลังาย

        ในระดับปกติ ควรจะมีค่าความดันโลหิตค่าบนน้อยกว่า 120 ซึ่งถ้ามากกว่าค่าดังกล่าวควรจะเริ่มดูแลตัวเองโดยการออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อลดระดับความดัน แต่ถ้าหากมากกว่าหรือเท่ากับ 140 ควรจะเข้าไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาความดันโลหิตสูง

        2. ความดันช่วงล่าง หรือ ความดันไดแอสโตลี (Diastolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดในขณะที่หัวใจคลายตัว พักตัวจากการบีบแต่ละครั้ง

        สำหรับคนที่อยู่ในภาวะปกติควรจะมีค่าล่างน้อยกว่า 80 แต่ถ้าหากค่าล่างมากกว่า 80-89 ควรจะหันมาให้ความสนใจกับเรื่องสุขภาพมากขึ้นด้วยการออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อให้ค่าดังกล่าวลดลง แต่ถ้าหากวัดระดับความดันแล้วมากกว่า 90 ควรจะไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาความดันโลหิตสูงให้ลดลง


        การตรวจค่าความดันโลหิตนั้นควรให้แพทย์ตรวจเพื่อความแม่นยำ ส่วนควรตรวจบ่อยแค่ไหนนั้น ผู้ที่มีค่าความดันอยู่ในระดับปกติควรจะมีการตรวจวัดความดันอย่างน้อย 1 ครั้งทุก ๆ 2 ปี ถ้าระดับความดันอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้าระดับความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที อย่างไรก็ตาม สามารถเข้าตรวจวัดความดันเพิ่มเติมได้ถ้าหากหมอนัดเพื่อเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม



ฟอร์รีว่า foreva อาหารเสริม ถั่งเช่า ผสมโสม เห็ดหลินจือ และกระชายดำ  ช่วยดูแลร่างกายแบบองค์รวม ลดน้ำตาล ลดเบาหวาน ลดความดัน ฟื้นฟููสมรรถภาพร่างกายและชะลอวัย







ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โรคความดันโลหิตสูงกับการป้องกันการลุกลาม

โรคเบาหวาน อาการ และการรักษา